พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหล่อโลหะพุทธศักราช ๒๕๐๘ อัฐ การแปล - พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหล่อโลหะพุทธศักราช ๒๕๐๘ อัฐ ไทย วิธีการพูด

พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้

พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหล่อโลหะ
พุทธศักราช ๒๕๐๘ อัฐเชิญพระบรมรูปหล่อโลหะรัชกาลที่ ๔ ขึ้นประดิษฐาน ณ ซุ้มปรางค์ บนทักษิณชั้นที่ ๒ ของพระเจดีย์ใหญ่ด้านทิศตะวันออก พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ วัดบวรนิเวศได้ดำเนินการให้กรมศิลปากรจำลองจากพระบรมรูปองค์เดิม ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ ตำหนักเพ็ชร ด้วยทุนบริจาคของ หม่อมเจ้า จงจิตรถนอม ดิศกุล นับเป็นพระบรมรูปจำลององค์ที่ ๒

พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า องค์ต้นแบบซึ่งประดิษฐาน ณ ตำหนักเพ็ชรนี้ เป็นพระบรมรูปที่มีความสำคัญมากเพราะเหตุว่าเป็นพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์ไทยรูปแรกที่สร้างขึ้นในขณะที่พระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ และยังเป็นต้นแบบของพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประดิษฐานในปราสาทพระเทพบิดร โดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ อธิบดีกรมช่างสิบหมู่ ทรงเป็นผู้อำนวยการปั้นและหล่อ ในพุทธศักราช ๒๔๑๔

ประวัติความเป็นของพระบรมรูปซึ่งประดิษฐาน ณ ตำหนักเพ็ชร เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะให้หล่อพระบรมรูปไปตอบถวายพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ แห่งประเทศฝรั่งเศส เวลานั้นยังไม่มีช่างไทยที่มีฝีมือถึงขนาด จึงพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ออกไปให้ช่างฝรั่งหล่อพระบรมรูปขึ้น ช่างผู้นี้คือ เอมิล ฟรังซัว ชาตรูส (Emile Francois Chatrousse) ประติมากรชาวฝรั่งเศส ลูกศิษย์ของ ฟรังซัว รูด(Francois Rude) และดาเบล เดอ ปูจอล (d’Abel de Pujol) ศิลปินได้จำลองหุ่นพระบรมรูปด้วยปูนปลาสเตอร์สูงตลอดพระองค์รวมฐานด้วย ๕๙ เซนติเมตร ทาบรอนซ์ฉลองพระองค์เปิดพระอุระ ทรงพระภูษาโจง และทรงพระมาลาสก็อต เหมือนพระบรมฉายาลักษณ์ที่ฉายด้วยกันกับสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๔ พระบรมรูปทรงยืนในท่าตริภังค์ (Contrapposto) โดยพระเพลาข้างซ้ายรับน้ำหนักของพระสรีระ พระวรกายบิดเอี้ยวเล็กน้อย รายละเอียดของพระพักตร์ รอยยับของพระภูษาทรง ตลอดจนตราดาราและเครื่องประดับมาความเหมือนจริงมาก ปั้นเมื่อ คริสตศักราช ๑๘๖๓ ตรงกับพุทธศักราช ๒๔๐๖ ที่กรุงปารีส แล้วส่งเข้ามาถวายทอดพระเนตร แต่ไม่ทรงโปรดเพราะไม่เหมือนพระองค์เพราะประติมากรเห็นเพียงแต่พระบรมฉายาลักษณ์จึงได้ปั้นหล่อพระวรกายผิดส่วนไปจากความเป็นจริง แม้แต่เครื่องราชอิสริยาภรณ์ซึ่งควรเป็นตราดาราไอราพตซึ่งไม่มีสายสะพายนั้น ก็ทำเป็นสายสะพายห้อยดวงตราเลจอง ดอนเนอร์ (Legion d’Honneur) ของฝรั่งเศส จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างไทยทดลองปั้นถวาย ช่างไทยผู้นี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เข้าพระทัยว่า อาจเป็นหลวงเทพรจนา (พลับ) ซึ่งภายหลังได้เป็นพระยาจินดารังสรรค์ ถึงแม้ว่าหลวงเทพรจนายังไม่เคยปั้นรูปเหมือนบุคคลสำคัญ แต่เนื่องจากมีความสามารถในการปั้นรูปช้างและงานเบ็ดเตล็ดอื่นๆได้เหมือนจริง จึงได้รับมอบหมายให้ทดลองปั้นพระบรมรูปโดยยึดคติใหม่เป็นแบบตะวันตก การครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบบ โดยทรงแต่งพระองค์ตามรูปแบบที่ซาตรูสปั้นขึ้นมา จึงถือได้ว่าเป็นการปั้นพระบรมรูปมหากษัตริย์ไทยที่ยังดำรงพระชนม์อยู่เป็นครั้งแรกของไทย

พระบรมรูปองค์นี้อยู่ในพระราชอิริยาบถยืนตรง ทรงฉลองพระองค์เสื้อเยียรบับ ทรงพระภูษาโจงขอบเชิง ทรงพระมาลาทรงหม้อตาล ทรงสายสะพายเลจองดอนเนอร์ของฝรั่งเศส ทรงฉลองพระบาท พระหัตถ์ขวาทรงจับพระแสงดาบหัตถ์นารายณ์ ทอดปลายพระแสงดาบลงพื้น พระหัตถ์ซ้ายทรงถือหนังสือ ลักษณะพระบรมรูปมีความเหมือนที่พระพักตร์และพระวรกายซึ่งไม่อ้วนท้วนจนมีกล้ามเนื้อเป็นฝรั่งเหมือนอย่างผลงานของซาตรูส

ครั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรแล้วก็ทรงโปรด เพราะหลวงเทพรจนาได้แสดงถึงฝีมือในการปั้นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยการผสมผสานลักษณะรูปเหมือนบุคคลตามคติตะวันตกกับการยึดถือความเกลี้ยงเกลาและความสวยงามเรียบง่ายตามคติอุดมคติไทยโบราณเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ยังได้ลบล้างความเชื่อเดิมที่ห้ามจำลองรูปเหมือนบุคคลขณะมีชีวิตอยู่ เพราะเกรงว่าจะเป็นการบั่นทอนชีวิตให้สั้นลง อย่างไรก็ตามมิได้มีการหล่อพระบรมรูปองค์นี้ เพราะมีผู้แย้งว่าเป็นเรื่องอัปมงคลที่จะนำพระบรมรูปหุ่นขี้ผึ้งสุมไฟหลอมให้ละลายจึงได้แต่เพียงหล่อด้วยปูนปลาสเตอร์และทาสีแทน แล้วอัญเชิญไปเก็บไว้ในหอเสถียรธรรมปริตร ต่อมาเมื่อหอเสถียรธรรมปริตรรื้อลง จึงย้ายไปเก็บไว้ที่หอราชพงษานุสรณ์ในรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๗ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาบดีรกระทรวงมหาดไทย ขอพระราชทานไปประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งเวชยันตวิเชียรปราสาท ในพระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี ตามพระราชดำรัสแนะนำของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๗๐

ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๓ อสุนิบาตต้องพระที่นั่งองค์นี้ แม้มิได้ต้องตรงถึงกับทำลายพระที่นั่งก็ดี แต่ความสะเทือนทำให้พระกรของพระบรมรูปชำรุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ซ่อมแซมพระที่นั่งและพระบรมรูปให้คืนดีดังเดิม

ถึง พุทธศักราช ๒๕๐๕ บรรดาพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าน่าจะคิดหล่อพระบรมรูปด้วยโลหะให้เป็นการถาวรเสียทีเดียว จึงได้นำความกราบบังคมทูลเจ้านายชั้นพระบรมวงศ์ ก็ทรงดำริเห็นชอบ ต่างก็ทรงประทานทุนทรัพย์ช่วยเหลือ รวบรวมเงินได้ ๕๖,๗๓๓.๖๓ จึงได้ดำเนินการให้กรมศิลปากรหล่อพระบรมรูปดังกล่าวด้วยโลหะ เสร็จแล้วจึงอัญเชิญพระบรมรูปหล่อโลหะนั้นไปประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งเวชยันตวิเชียรปราสาท เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๐๕

ต่อมาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระสาสนโสภณ) ทรงทราบเรื่อง พระบรมรูปองค์เดิมยังคงอยู่ที่กรมศิลปากร ทรงพระดำริว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลานาน ควรที่จักได้มีพระบรมรูปประดิษฐานไว้ที่วัดนี้ด้วยเช่นกัน จึงนำพระดำริปรึกษาผู้เกี่ยวข้องหลายท่านมีพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร เป็นต้น และต่อมาความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราช
0/5000
จาก: -
เป็น: -
ผลลัพธ์ (ไทย) 1: [สำเนา]
คัดลอก!
พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหล่อโลหะพุทธศักราช ๒๕๐๘ อัฐเชิญพระบรมรูปหล่อโลหะรัชกาลที่ ๔ ขึ้นประดิษฐาน ณ ซุ้มปรางค์ บนทักษิณชั้นที่ ๒ ของพระเจดีย์ใหญ่ด้านทิศตะวันออก พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ วัดบวรนิเวศได้ดำเนินการให้กรมศิลปากรจำลองจากพระบรมรูปองค์เดิม ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ ตำหนักเพ็ชร ด้วยทุนบริจาคของ หม่อมเจ้า จงจิตรถนอม ดิศกุล นับเป็นพระบรมรูปจำลององค์ที่ ๒พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า องค์ต้นแบบซึ่งประดิษฐาน ณ ตำหนักเพ็ชรนี้ เป็นพระบรมรูปที่มีความสำคัญมากเพราะเหตุว่าเป็นพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์ไทยรูปแรกที่สร้างขึ้นในขณะที่พระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ และยังเป็นต้นแบบของพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประดิษฐานในปราสาทพระเทพบิดร โดย พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ อธิบดีกรมช่างสิบหมู่ ทรงเป็นผู้อำนวยการปั้นและหล่อ ในพุทธศักราช ๒๔๑๔ประวัติความเป็นของพระบรมรูปซึ่งประดิษฐาน ณ ตำหนักเพ็ชร เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะให้หล่อพระบรมรูปไปตอบถวายพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ แห่งประเทศฝรั่งเศส เวลานั้นยังไม่มีช่างไทยที่มีฝีมือถึงขนาด จึงพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ออกไปให้ช่างฝรั่งหล่อพระบรมรูปขึ้น ช่างผู้นี้คือ เอมิล ฟรังซัว ชาตรูส (Emile Francois Chatrousse) ประติมากรชาวฝรั่งเศส ลูกศิษย์ของ ฟรังซัว รูด(Francois Rude) และดาเบล เดอ ปูจอล (d’Abel de Pujol) ศิลปินได้จำลองหุ่นพระบรมรูปด้วยปูนปลาสเตอร์สูงตลอดพระองค์รวมฐานด้วย ๕๙ เซนติเมตร ทาบรอนซ์ฉลองพระองค์เปิดพระอุระ ทรงพระภูษาโจง และทรงพระมาลาสก็อต เหมือนพระบรมฉายาลักษณ์ที่ฉายด้วยกันกับสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์ พระบรมราชินีในรัชกาลที่ ๔ พระบรมรูปทรงยืนในท่าตริภังค์ (Contrapposto) โดยพระเพลาข้างซ้ายรับน้ำหนักของพระสรีระ พระวรกายบิดเอี้ยวเล็กน้อย รายละเอียดของพระพักตร์ รอยยับของพระภูษาทรง ตลอดจนตราดาราและเครื่องประดับมาความเหมือนจริงมาก ปั้นเมื่อ คริสตศักราช ๑๘๖๓ ตรงกับพุทธศักราช ๒๔๐๖ ที่กรุงปารีส แล้วส่งเข้ามาถวายทอดพระเนตร แต่ไม่ทรงโปรดเพราะไม่เหมือนพระองค์เพราะประติมากรเห็นเพียงแต่พระบรมฉายาลักษณ์จึงได้ปั้นหล่อพระวรกายผิดส่วนไปจากความเป็นจริง แม้แต่เครื่องราชอิสริยาภรณ์ซึ่งควรเป็นตราดาราไอราพตซึ่งไม่มีสายสะพายนั้น ก็ทำเป็นสายสะพายห้อยดวงตราเลจอง ดอนเนอร์ (Legion d’Honneur) ของฝรั่งเศส จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ช่างไทยทดลองปั้นถวาย ช่างไทยผู้นี้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ เข้าพระทัยว่า อาจเป็นหลวงเทพรจนา (พลับ) ซึ่งภายหลังได้เป็นพระยาจินดารังสรรค์ ถึงแม้ว่าหลวงเทพรจนายังไม่เคยปั้นรูปเหมือนบุคคลสำคัญ แต่เนื่องจากมีความสามารถในการปั้นรูปช้างและงานเบ็ดเตล็ดอื่นๆได้เหมือนจริง จึงได้รับมอบหมายให้ทดลองปั้นพระบรมรูปโดยยึดคติใหม่เป็นแบบตะวันตก การครั้งนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบบ โดยทรงแต่งพระองค์ตามรูปแบบที่ซาตรูสปั้นขึ้นมา จึงถือได้ว่าเป็นการปั้นพระบรมรูปมหากษัตริย์ไทยที่ยังดำรงพระชนม์อยู่เป็นครั้งแรกของไทยพระบรมรูปองค์นี้อยู่ในพระราชอิริยาบถยืนตรง ทรงฉลองพระองค์เสื้อเยียรบับ ทรงพระภูษาโจงขอบเชิง ทรงพระมาลาทรงหม้อตาล ทรงสายสะพายเลจองดอนเนอร์ของฝรั่งเศส ทรงฉลองพระบาท พระหัตถ์ขวาทรงจับพระแสงดาบหัตถ์นารายณ์ ทอดปลายพระแสงดาบลงพื้น พระหัตถ์ซ้ายทรงถือหนังสือ ลักษณะพระบรมรูปมีความเหมือนที่พระพักตร์และพระวรกายซึ่งไม่อ้วนท้วนจนมีกล้ามเนื้อเป็นฝรั่งเหมือนอย่างผลงานของซาตรูสครั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทอดพระเนตรแล้วก็ทรงโปรด เพราะหลวงเทพรจนาได้แสดงถึงฝีมือในการปั้นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยการผสมผสานลักษณะรูปเหมือนบุคคลตามคติตะวันตกกับการยึดถือความเกลี้ยงเกลาและความสวยงามเรียบง่ายตามคติอุดมคติไทยโบราณเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ยังได้ลบล้างความเชื่อเดิมที่ห้ามจำลองรูปเหมือนบุคคลขณะมีชีวิตอยู่ เพราะเกรงว่าจะเป็นการบั่นทอนชีวิตให้สั้นลง อย่างไรก็ตามมิได้มีการหล่อพระบรมรูปองค์นี้ เพราะมีผู้แย้งว่าเป็นเรื่องอัปมงคลที่จะนำพระบรมรูปหุ่นขี้ผึ้งสุมไฟหลอมให้ละลายจึงได้แต่เพียงหล่อด้วยปูนปลาสเตอร์และทาสีแทน แล้วอัญเชิญไปเก็บไว้ในหอเสถียรธรรมปริตร ต่อมาเมื่อหอเสถียรธรรมปริตรรื้อลง จึงย้ายไปเก็บไว้ที่หอราชพงษานุสรณ์ในรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๗ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเสนาบดีรกระทรวงมหาดไทย ขอพระราชทานไปประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งเวชยันตวิเชียรปราสาท ในพระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี ตามพระราชดำรัสแนะนำของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อ พุทธศักราช ๒๔๗๐
ต่อมาเมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๓ อสุนิบาตต้องพระที่นั่งองค์นี้ แม้มิได้ต้องตรงถึงกับทำลายพระที่นั่งก็ดี แต่ความสะเทือนทำให้พระกรของพระบรมรูปชำรุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ให้ซ่อมแซมพระที่นั่งและพระบรมรูปให้คืนดีดังเดิม

ถึง พุทธศักราช ๒๕๐๕ บรรดาพระราชนัดดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่าน่าจะคิดหล่อพระบรมรูปด้วยโลหะให้เป็นการถาวรเสียทีเดียว จึงได้นำความกราบบังคมทูลเจ้านายชั้นพระบรมวงศ์ ก็ทรงดำริเห็นชอบ ต่างก็ทรงประทานทุนทรัพย์ช่วยเหลือ รวบรวมเงินได้ ๕๖,๗๓๓.๖๓ จึงได้ดำเนินการให้กรมศิลปากรหล่อพระบรมรูปดังกล่าวด้วยโลหะ เสร็จแล้วจึงอัญเชิญพระบรมรูปหล่อโลหะนั้นไปประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งเวชยันตวิเชียรปราสาท เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๐๕

ต่อมาสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (ขณะดำรงสมณศักดิ์ที่พระสาสนโสภณ) ทรงทราบเรื่อง พระบรมรูปองค์เดิมยังคงอยู่ที่กรมศิลปากร ทรงพระดำริว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลานาน ควรที่จักได้มีพระบรมรูปประดิษฐานไว้ที่วัดนี้ด้วยเช่นกัน จึงนำพระดำริปรึกษาผู้เกี่ยวข้องหลายท่านมีพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร เป็นต้น และต่อมาความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราช
การแปล กรุณารอสักครู่..
ผลลัพธ์ (ไทย) 3:[สำเนา]
คัดลอก!
พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหล่อโลหะพุทธศักราช๒๕๐๘อัฐเชิญพระบรมรูปหล่อโลหะรัชกาลที่โตเกียวขึ้นประดิษฐานณซุ้มปรางค์บนทักษิณชั้นที่๒ของพระเจดีย์ใหญ่ด้านทิศตะวันออกพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้วัดบวรนิเวศได้ดำเนินการให้กรมศิลปากรจำลองจากพระบรมรูปองค์เดิมซึ่งประดิษฐานอยู่ณต ำหนักเพ็ชรด้วยทุนบริจาคของหม่อมเจ้าจงจิตรถนอมดิศกุลนับเป็นพระบรมรูปจำลององค์ที่๒พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าองค์ต้นแบบซึ่งประดิษฐานณตำหนักเพ็ชรนี้เป็นพระบรมรูปที่มีความสำคัญมากเพราะเหตุว่าเป็นพระบรมรูปของพระมหากษัตริย์ไทยรูปแรกที่สร้างขึ้นในขณะที่พระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่และยังเป็นต้นแบบของพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้ าเจ้าอยู่หัวซึ่งประดิษฐานในปราสาทพระเทพบิดรโดยพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าประดิษฐวรการอธิบดีกรมช่างสิบหมู่ทรงเป็นผู้อำนวยการปั้นและหล่อในพุทธศักราช๒๔๑๔ประวัติความเป็นของพระบรมรูปซึ่งประดิษฐานณตำหนักเพ็ชรเนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะให้หล่อพระบรมรูปไปตอบถวายพระเจ้านโปเลียนที่แห่งประเทศฝรั่งเศสเวลานั้นยังไม่มีช่างไทยที่มีฝีมือถึงขนาดจึงพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ออกไกัน ปให้ช่างฝรั่งหล่อพระบรมรูปขึ้นช่างผู้นี้คือเอมิลฟรังซัวชาตรูส ( เอมิลฟร chatrousse ) ประติมากรชาวฝรั่งเศสลูกศิษย์ของฟรังซัวรูด ( Francois หยาบคาย ) และดาเบลเดอปูจอล ( D ' เบล เดอ พูโจล ) ศิลปินได้จำลองหุ่นพระบรมรูปด้วยปูนปลาสเตอร์สูงตลอดพระองค์รวมฐานด้วย๕๙เซนติเมตรทาบรอนซ์ฉลองพระองค์เปิดพระอ ุระทรงพระภูษาโจงและทรงพระมาลาสก็อตเหมือนพระบรมฉายาลักษณ์ที่ฉายด้วยกันกับสมเด็จพระเทพศิรินทรามาตย์พระบรมราชินีในรัชกาลที่โตเกียวพระบรมรูปทรงยืนในท่าตริภังค์ ( contrapposto ) โดยพระเพลาข้างซ้ายรับน้ำหนักของพระสรีระพระวรกายบิดเอี้ยวเล็กน้อยรายละเอียดของพระพักตร์รอยยับ ของพระภูษาทรงตลอดจนตราดาราและเครื่องประดับมาความเหมือนจริงมากปั้นเมื่อคริสตศักราช๑๘๖๓ตรงกับพุทธศักราช๒๔๐๖ที่กรุงปารีสแล้วส่งเข้ามาถวา
การแปล กรุณารอสักครู่..
 
ภาษาอื่น ๆ
การสนับสนุนเครื่องมือแปลภาษา: กรีก, กันนาดา, กาลิเชียน, คลิงออน, คอร์สิกา, คาซัค, คาตาลัน, คินยารวันดา, คีร์กิซ, คุชราต, จอร์เจีย, จีน, จีนดั้งเดิม, ชวา, ชิเชวา, ซามัว, ซีบัวโน, ซุนดา, ซูลู, ญี่ปุ่น, ดัตช์, ตรวจหาภาษา, ตุรกี, ทมิฬ, ทาจิก, ทาทาร์, นอร์เวย์, บอสเนีย, บัลแกเรีย, บาสก์, ปัญจาป, ฝรั่งเศส, พาชตู, ฟริเชียน, ฟินแลนด์, ฟิลิปปินส์, ภาษาอินโดนีเซี, มองโกเลีย, มัลทีส, มาซีโดเนีย, มาราฐี, มาลากาซี, มาลายาลัม, มาเลย์, ม้ง, ยิดดิช, ยูเครน, รัสเซีย, ละติน, ลักเซมเบิร์ก, ลัตเวีย, ลาว, ลิทัวเนีย, สวาฮิลี, สวีเดน, สิงหล, สินธี, สเปน, สโลวัก, สโลวีเนีย, อังกฤษ, อัมฮาริก, อาร์เซอร์ไบจัน, อาร์เมเนีย, อาหรับ, อิกโบ, อิตาลี, อุยกูร์, อุสเบกิสถาน, อูรดู, ฮังการี, ฮัวซา, ฮาวาย, ฮินดี, ฮีบรู, เกลิกสกอต, เกาหลี, เขมร, เคิร์ด, เช็ก, เซอร์เบียน, เซโซโท, เดนมาร์ก, เตลูกู, เติร์กเมน, เนปาล, เบงกอล, เบลารุส, เปอร์เซีย, เมารี, เมียนมา (พม่า), เยอรมัน, เวลส์, เวียดนาม, เอสเปอแรนโต, เอสโทเนีย, เฮติครีโอล, แอฟริกา, แอลเบเนีย, โคซา, โครเอเชีย, โชนา, โซมาลี, โปรตุเกส, โปแลนด์, โยรูบา, โรมาเนีย, โอเดีย (โอริยา), ไทย, ไอซ์แลนด์, ไอร์แลนด์, การแปลภาษา.

Copyright ©2025 I Love Translation. All reserved.

E-mail: